ดูหนังออนไลน์ : รีวิวหนัง “Better Days” เราจะฝันถึงวันที่ดีกว่า

ดูหนังออนไลน์ : รีวิวหนัง “Better Days” เราจะฝันถึงวันที่ดีกว่า ไม่เคยดูหนังแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเลยนะ เต็มที่ก็แค่น้ำตาคลอหรือซึมๆ ออกมา และครั้งสุดท้ายที่เป็นอย่างนั้นก็นานเสียจนผมจำไม่ได้แล้วว่ามันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จนกระทั่งล่าสุดได้มาดู Better Days ของผู้กำกับ ดีเร็ก เจิ้ง (เจิ้งกัวจาง) นี่แหละครับที่… มันมาเหมือนกันนะครับ ไอ้ความรู้สึกจุกๆ ในลำคอ น้ำตาคลอหน่วยแบบนี้ แต่ยังไม่ถึงกับไหลออกมาหรอกครับ โตแล้ว คงไม่มีอะไรแบบนั้นแล้ว

พูดถึง Better Days นี่ก็ถือว่าเป็นหนังที่มีความน่าสนใจในแง่ผลตอบรับพอสมควรเลยนะครับ ทั้งที่ในตอนแรกหนังเกือบไม่ได้ฉายเนื่องจากกองเซนเซอร์จีนไม่อนุมัติ แต่หลังจากนั้นก็อนุญาตให้หนังเรื่องนี้เข้าฉายได้ตามปกติ ก่อนที่มันจะสร้างปรากฏการณ์ด้วยการทำรายได้เปิดตัวมากกว่า 82 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 2,500 ล้านบาท) เอาชนะภาพยนตร์ระดับบล็อกบัสเตอร์ของฮอลลีวูดที่เข้าโปรแกรมไล่เลี่ยกันอย่าง Terminator: Dark Fate, Joker และ Maleficent: Mistress of Evil ได้อย่างน่าชื่นชม แถมทำเงินจากการฉายแบบจำกัดโรงที่อเมริกา อังกฤษ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกได้มากกว่า 222 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราวๆ 6,797 ล้านบาท) และมากกว่าตัวเลขรายได้ก็คือ กระแสตอบรับจากที่ผู้ที่ได้ชมหนังเรื่องนี้ที่ส่วนใหญ่ (หรือทั้งหมด) ชื่นชมครับ ยังหาคนที่ไม่ชอบไม่เจอ

เอาทีละเรื่อง เริ่มจาก “สาร” หรือแมสเสจสำคัญที่หนังถ่ายทอดออกมา Better Days ซึ่งสร้างมาจากนิยายเรื่อง In His Youth, In Her Beauty ของ จิ่วเยวี่ยซี นั้นนำเสนอประเด็นที่แหลมคมและท้าทายทางการจีนมากๆ นั่นก็คือเรื่องการสอบ “เกาเข่า” ซึ่งก็คล้ายๆ การสอบเอ็นทรานซ์บ้านเรานี่แหละครับ เพียงแต่ว่าโหดหินกว่าหลายเท่า และสร้างความกดดันให้เด็กอย่างมหาศาล หนังเรื่องนี้สะท้อนภาพการแข่งขันของเด็กทั่วประเทศในการเอาชนะ “เกาเข่า” ซึ่งเปรียบเสมือนสงครามย่อมๆ ของเด็ก เพราะมันสร้างทั้งความคาดหวังหนักอึ้งให้เด็กแบกไว้บนบ่า ก่อให้เกิดปัญหาตามมานับไม่ถ้วน รวมทั้งปัญหาใหญ่อันได้แก่การกลั่นแกล้งกันในโรงเรียนหรือที่เราเรียกกันว่าการ “บุลลี่” ซึ่ง Better Days สะท้อนภาพนี้ออกมาได้อย่างตรงประเด็นและตั้งคำถามจี้ใจดำกับสังคมหลายอย่าง ทั้งจากทางการเองรวมทั้งจากคนที่เป็นผู้ปกครองเด็ก ผมว่านี่ประเด็นที่ทำให้กองเซนเซอร์ที่จีนคิดหนักเพราะมันส่งผลต่อภาพลักษณ์ของระบบการศึกษาและสภาพสังคมซึ่งทำให้เด็กแก่งแย่งแข่งขันกันจนเกินไป จึงเป็นที่มาของการไม่อนุมัติให้ฉายในตอนแรกนั่นเอง หากว่ากันในแง่แมสเสจของหนัง ก็ถือว่า Better Days เป็นหนังที่หนักอึ้งและตีแผ่สังคมอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมันเป็นการเปิดตาเปิดใจผู้ชมให้รับรู้สิ่งที่อาจจะไม่เคยรู้มาก่อน นั้นทำให้ Better Days กลายเป็นหนังที่ใครๆ ก็อยากดู

ต่อมาคือเรื่องฝีมือการกำกับภาพยนตร์ของ ดีเร็ก เจิ้ง (เจิ้งกัวจาง) ที่แม้จะเล่าเรื่องหนักๆ อยู่ตลอดสองชั่วโมงกว่า แต่การทำให้มู้ดโดยรวมมันเป็นหนังโรแมนติกผสมดราม่าของเขายอดเยี่ยมมากครับ จังหวะจะโคนต่างๆ แม่นยำมาก รู้ว่าตรงไหนที่หนักเกินไปแล้วก็จะใส่พาร์ทโรแมนติกกุ๊กกิ๊กทั้งน้ำตาของพระเอกนางเอกมาให้อิ๊อ๊ะสักหน่อย (จนมีหลายคนเปรียบเทียบกับหนังเรื่อง “ผู้หญิงข้าใครอย่าแตะ” แต่ผมคิดว่าไม่ตรงเสียทีเดียวนัก) แล้วก็ตัดเข้าสู่เรื่องหลัก-เรื่องหนักต่อไปตามเดิม แกทำอย่างนี้ไปตลอดทั้งเรื่องโดยที่อารมณ์ผู้ชมไม่สะดุดเลยครับ และทั้งที่มีการแอบเปลี่ยนโทนหนังจากหนังดราม่า โรแมนติก ไปสู่หนังสืบสวนอาชญากรรมในช่วงท้ายเรื่องด้วยแต่ก็ทำได้แนบเนียนมาก นี่ยังไม่นับการออกแบบมุมกล้อง การให้สี-การใช้สีในแต่ละเฟรมที่สวยงามและสะท้อนอารมณ์ของตัวละครออกมาได้เป็นอย่างดี และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือการกำกับนักแสดงซึ่งผมคิดว่าเป็นปัจจัยที่สามที่ทำให้ Better Days ได้รับคำชมมาก

เพราะการแสดงของสองนักแสดงนำอย่าง โจวตงหยู ผู้รับบทเป็น เฉินเนียน และ แจ๊คสัน ยี (อี้หยางเชียนสี่ นักร้องชื่อดังจากวงไอดอล TFBOYS) ซึ่งรับบทเป็น เสี่ยวเป่ย พระเอกของเรื่องนั้นดีมากครับ ทั้งคู่มีเคมีที่เข้ากันได้ดีมาก สำหรับ โจวตงหยู ที่แบกทั้งเรื่องไว้นั้นผมคิดว่าการแสดงทางสีหน้าของเธอยอดเยี่ยมมาก โดยไม่จำเป็นต้องพูดออกมา และทั้งที่ก้มหน้าอยู่ด้วยซ้ำ (มีหลายซีนที่เธอต้องแสดงความรู้สึกทางใบหน้าและก้มหน้า) แต่เธอก็ถ่ายทอดความรู้สึกต่างๆ ออกมาได้เป็นอย่างดี สำหรับ แจ๊คสัน ยี บทของเขาออกแนวฮีโร่แบดบอยนิดๆ ซึ่งเขาก็มีเสน่ห์มากพอที่จะนำเสนอบทของ เสี่ยวเป่ย ได้อย่างลงตัว อันนี้ก็ต้องให้เครดิตกับทั้งคู่และดิเร็ก เจิ้ง ผู้กำกับภาพยนตร์